เลียนแบบสิ่งดี

เลียนแบบสิ่งดี

วันอังคารที่ 11 กันยายน 2012

อ่าน: 3 ยอห์น 1:1-14
ท่านที่รัก อย่าเอาเยี่ยงสิ่งที่ชั่ว แต่จงเอาอย่างสิ่งที่ดี ผู้ที่ทำดีก็เป็นคนของพระเจ้า ผู้ที่ทำชั่วก็ไม่เห็นพระเจ้า – 3ยอห์น1:11

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: เอเสเคียล 25-27,

คนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยว่าชีวิตมีทั้งดีและร้ายคละเคล้ากันไป ทั้งในชีวิตแต่งงานมิตรสหาย ครอบครัว การทำงานและในคริสตจักร แต่เราก็ยังประหลาดใจและผิดหวัง เมื่อมีการเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น ท่ามกลางคนที่ปรารถนาจะนมัสการและรับใช้พระคริสต์ร่วมกัน

 

เมื่ออัครทูตยอห์นเขียนจดหมายถึงกายอัสสหายของท่าน ท่านชื่นชมชีวิตที่อยู่ในสัจจะและน้ำใจในการต้อนรับแขกของสมาชิกคริสตจักร(3 ยน.1:3-8) แต่ท่ามกลางคนเหล่านั้น ยังมีดิโอเตรเฟส “ผู้อยากจะเป็นคนใหญ่คนโตในพวกเขา” (3 ยน.1:9) ที่สร้างบรรยากาศของการเป็นศัตรู

 

ยอห์นสัญญาว่าจะมาจัดการกับเขาเป็นการส่วนตัวเมื่อท่านมาเยือนคราวหน้า แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ท่านหนุนใจคริสตจักรว่า “ท่านที่รักอย่าเอาเยี่ยงสิ่งที่ชั่ว แต่จงเอาอย่างสิ่งที่ดี ผู้ที่ทำดีก็เป็นคนของพระเจ้า ผู้ที่ทำชั่วก็ไม่เห็นพระเจ้า” (3 ยน.1:11) ถ้อยคำของยอห์นเหมือนกับคำแนะนำที่เปาโลให้กับคริสเตียนในกรุงโรมว่า “อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี” (รม.12:21)

 

ท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง เราอาจรู้สึกอยาก “เอาไฟสู้กับไฟ” แต่ยอห์นเตือนให้เราหันหนีจากสิ่งชั่วและติดตามสิ่งดี นี่คือหนทางที่ถวายเกียรติองค์พระผู้ไถ่ของเรา – DCM

ศึกษาเพิ่มเติม
จงอดทนและถ่อมใจเมื่อมีความขัดแย้ง (รม.12:12-21กท. 6:1)
จงทำตามแนวทางในมัทธิว 18:15-18
ด้วยความปรารถนาที่จะนำพาพี่น้องคริสเตียนที่หลงหายให้กลับคืนมา

แสงสว่างเอาชนะความมืดได้ฉันใด
ความดีก็เอาชนะความชั่วได้ฉันนั้น

ที่มา http://www.rbcthailand.org/odb/2012/09/11/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5/

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

30 วิธีแสนง่ายในการเลี้ยงลูกให้ฉลาด

30 วิธีแสนง่ายในการเลี้ยงลูกให้ฉลาด

30 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยขยายไอเดียของคุณ ๆ ได้ หากลูกคุณยังไม่ได้ดั่งใจ แต่อย่างใดก็ตามเด็กก็คือเด็ก เป็นผ้าขาวของสังคม เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ก่อนที่จะไปเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น วิธีต่างๆ เหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลอง และสรุปผลมาแล้วจากนักวิชาการว่าใช้ได้ผลดีมาแล้วทั่วโลก

 1.ตามองตา

เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

 2.พูดต่อสิลูก

เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้

 3.ฉลาดเพราะนมแม่ 

ให้นมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการศึกษาในเด็กวัยเรียนพบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ นอกจากนี้การให้นมลูกยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย

 4. ทำตลกใส่ลูก

แม้กระทั่งเด็กน้อยอายุเพียงแค่ 2 วัน ก็มีความสามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ ไม่เชื่อลองแลบลิ้นหรือทำหน้าตาตลก ๆ ใส่ ลูกคุณจะทำตามแน่ ๆ

 5.กระจกเงาวิเศษ

ทารกน้อยเกือบทุกคนชอบส่องกระจก เขาจะสนุกที่ได้เห็นเงาของตัวเองในกระจกโบกมือหรือยิ้มแย้มหัวเราะตอบออกมาทุกครั้ง

 6.จั๊กจี้ จั๊กจี้

การหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ขัน การเล่นปูไต่ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการคาดเดาเหตุการณ์ด้วยว่า ถ้าพ่อแม่เล่นอย่างนี้แสดงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนเป็นต้น

 7.สองภาพที่แตกต่าง

ถือรูปภาพ 2 รูป ที่คล้ายกันให้ลูกมอง โดยวางให้ห่างจากใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรูปบ้านที่เหมือนกันทั้งสองรูป แต่อีกรูปหนึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ข้างบ้าน แม้ยังเป็นเด็กทารกแต่เขาสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็นการสร้างความจำที่จะเป็นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและการอ่านสำหรับลูกต่อไป

 8.ชมวิวด้วยกัน

พาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และบรรยายสิ่งที่เห็นให้ลูกฟัง เช่น โอ้โหต้นไม้ต้นนี้มีนกเกาะอยู่เต็มเลย ดูสิลูกบนนั้นมีนกด้วย การบรรยายสิ่งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรียนรู้คำศัพท์ให้กับลูก

 9.เสียงประหลาด

ทำเสียงเป็นสัตว์ประหลาด คุ๊กคู ๆ หรือทำเสียงสูง ๆ เลียนแบบเสียงเวลาที่เด็ก ๆ พูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสียงให้เข้ากับเสียงต่าง ๆ จากพ่อแม่

 10.ร้องเพลงแสนหรรษา

สร้างเสียงและจังหวะส่วนตัวระหว่างเราและลูกน้อยขึ้นมา เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก อาจจะเป็นกลอนสั้น ๆ แล้วใส่เสียงสูงต่ำแบบการร้องเพลงเข้าไป หรืออีกทางคือเปิดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น บางวันอาจจะเป็นลูกทุ่ง บางวันเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงป๊อปยอดฮิตทั่วไป มีนักวิจัยค้นพบว่า จังหวะดนตรีเกี่ยวพันกับการเรียนรู้คณิศาสตร์ของลูก

11.มีค่ามากกว่าแค่อาบน้ำ

เวลาในการอาบน้ำสอวนให้ลูกรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ การบรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไปเท่ากับเป็นการสอนคำศัพท์ และช่วยให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัว

 12.อุทิศตัวเป็นของเล่น

ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกบริหารร่างกาย เพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนูพยายามคลานข้ามตัวไป แค่นี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ราคาถูกที่สุด และสนุกที่สุดสำหรับหนูน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

 13.พาลูกไปช็อปปิ้ง

นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยก็ไม่เสียหาย ใบหน้าผู้คนอันหลากหลาย รวมถึงแสง สี เสียง ในห้างสรรพสินค้า คือ สิ่งบันเทิงใจสำหรับหนูน้อยเชียวล่ะ

 14.ให้ลูกมีส่วนร่วม

พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิดแล้วนะ เสร็จแล้วจึงกดปิดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิดเป็นต้น

 15.เสียงและสัมผัสจากลมหายใจ

ช่วยให้ลูกน้อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยการเป่าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรือท้องของลูก หาจังหวะในการเป่าของตัวเอง เช่น เป่าเร็ว ๆ สลับกับช้า หรือเป่าแล้วตามด้วยเสียงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของคุณพ่อคุณแม่ แล้วรอดูปฏิกริยาตอบสนองจากลูก

 16.ทิชชู่หรรษา

ถ้าลูกชอบดึงกระดาษทิชชู่ออกจากม้วน ปล่อยเขาค่ะ อย่าห้าม แต่อาจใช้กระดาษทิชชู่ม้วนที่เราใช้ไปพอสมควรแล้ว จนเหลือกระดาษอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรือขยี้กระดาษให้ยับย่น หรือพับให้เรียบนั้นเป็นการฝึกประสาทสัมผัสและการใช้มือของลูกเป็นอย่างดี

 17.อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่านหนังสือช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องภาษาได้จริง ๆ มีผลการวิจัยออกมาว่า แม้กระทั่งเด็กอายุ 8 เดือน สามารถเรียนรู้จดจำการเรียงลำดับคำในประโยคที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น ควรจัดเวลาในแต่ละวันอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ

 18.เล่นซ่อนหาจ๊ะเอ๋

การเล่นจ๊ะเอ๋นี้นอกจากจะทำให้ลูกหัวเราะแล้ว ยังช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าเมื่อสิ่งของหายไปแล้วสามารถกลับคืนมาได้อีก

 19.สัมผัสที่แตกต่าง

หาสิ่งของที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรือผ้าฝ้าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรือท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็บรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่าความรู้สึกเมื่อถูกสัมผัสเป็นอย่างไร เช่น นี่จั๊กจี้นะลูก ส่วนอันนี้นุ๊ม นุ่ม ใช่ไหม เป็นต้น

 20.ให้ลูกผ่อนคลายและอยู่กับตัวเองบ้าง

ให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นั่งเงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ต้องเปิดเพลง เปิดไฟ หรือเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ ตามใจชอบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปยุ่งกับลูกเลยและรอดูว่าใช้เวลาสักเท่าไรหนูน้อยจึงจะคลานมาขอเล่นกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง นี่เป็นการฝึกความเป็นตัวของตัวเองให้ลูกขั้นแรก

 21.ทำอัลบั้มรูปครอบครัว

นำรูปภาพของญาติ ๆ มาใส่ไว้ในอัลบั้มเดียวกัน และนำออกมาให้ลูกดูบ่อย ๆ เพื่อให้จดจำชื่อญาติแต่ละคน แล้วเวลาที่คุณปู่ หรือคุณย่าโทรศัพท์มา ก็นำรูปท่านออกมาให้ลูกดูพร้อมกับที่ให้ลูกฟังเสียงของท่านจากโทรศัพท์ไปด้วย

 22.มื้ออาหารแสนสนุก

เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาดและพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีทั้งผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรือซีเรียล ปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือจับอาหารถ้าลูกอยากทำ เป็นการฝึกใช้นิ้ว และฝึกใช้ประสาทสัมผัสเมื่อได้สัมผัสกับอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน

 23.เด็กชอบทิ้งของ

บางครั้งดูเหมือนเด็กชอบทิ้งของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้เกิดจากเด็กทดสอบเรื่องแรงโน้มถ่วงว่าจะตกลงสู่พื้นทุกครั้งหรือไม่

 24.กล่องมายากล

หากล่องหรือตลับที่เหมือนกันมาสักสามอัน แล้วซ่อนของเล่นชิ้นโปรดของลูกไว้ในกล่องใบหนึ่ง สลับกล่องจนลูกจำไม่ได้ แล้วให้ลูกค้นหาของเล่นชิ้นนั้นจนเจอ นี่เป็นเกมฝึกสมองอย่างง่ายสำหรับเด็ก

25.สร้างอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ

กระตุ้นทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อให้ลูก โดยนำเบาะ โซฟา หมอน กล่อง หรือของเล่นวางขวางไว้บนพื้น แล้วพ่อแม่ก็แสดงวิธีคลานข้าม ลอด หรือคลานรอบ ๆ สิ่งกีดขวางเหล่านี้ได้อย่างไร

26.เลียนแบบลูกบ้าง

เด็กชอบให้พ่อแม่ทำอะไรตามเขาในบางครั้ง เช่น เลียนแบบท่าหาวของลูก แกล้งดูดขวดนมของลูก ทำเสียงเลียนแบบเวลาที่ลูกส่งเสียงอ้อแอ้ หรือคลานในแบบที่ลูกคลาน การทำอย่างนี้กระตุ้นให้ลูกแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ออกมา เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของพ่อแม่ นี่คือก้าวแรกของลูกสู่การมีความคิดสร้างสรรค์

27.จับใบหน้าที่แปลกไป

ลองทำหน้าตาแปลก ๆ เช่น ขมวดคิ้ว แยกเขี้ยว แลบลิ้นให้ลูกดู เวลาลูกเห็นพ่อแม่ทำหน้าตาตลก หนูน้อยจะอยากลองจับ ปล่อยให้ลูกได้ลองจับต้องใบหน้าของพ่อแม่ แล้วสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เช่น ถ้าลูกจับจมูกจะทำเสียงแบบนี้ ถ้าจับแก้มจะทำเสียงอีกแบบหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4 รอบ แล้วจึงเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกแปลกใจ

28.วางแผนคลานตามกัน

ลองคลานเล่นไปกับลูกให้ทั่วบ้าน คลานช้าบ้าง เร็วบ้างและหยุดหรือพ่อแม่อาจจะวางของเล่นที่น่าสนใจ หรือจัดบ้านในบางมุมให้แปลกไปก่อนที่จะมาคลานเล่นกับลูกเพื่อไปสำรวจตามจุดต่าง ๆ ที่จัดไว้ตามแผน

29.เส้นทางแห่งความรู้สึก

อุ้มลูกน้อยเดินไปทั่วบ้านในวันฝนตก จับมือลูกไปสัมผัสหน้าต่างที่เย็นชื้น หยดน้ำที่เกาะบนใบไม้ ต้นไม้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ในบ้านที่จับต้องได้อย่างปลอดภัย เป็นการเปิดประสาทสัมผัสของลูกสู่ความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อได้แตะต้องสิ่งของเย็น เปียก หรือความลื่น

30.เล่าเรื่องของลูก

เลือกนิทานเรื่องโปรดของลูก แต่แทนที่จะเล่าอย่างที่เคยเล่า ลองใส่ชื่อของลูกลงไปแทนที่ชื่อตัวละครตัวสำคัญของเรื่อง เพื่อให้หนูน้อยรู้สึกแปลกใจและสนุกสนานไปกับชื่อของตัวเองในนิทาน

ที่มา http://women.kapook.com/baby00087/

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อ่านหนังสืออย่างไรให้จำแม่น

อ่านหนังสืออย่างไรให้จำแม่น

      โดยเคล็ดลับการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนนี้ เป็นเทคนิคง่ายๆ นักเรียนนักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน ขอแต่เพียงเข้าใจเคล็ดลับวิธีการเท่านั้นเอง หัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียน คือ การหมั่นฝึกฝนตามขั้นตอนให้เกิดความเคยชินจนติดกลายเป็นนิสัยการอ่านเพื่อทำความเข้าใจนี้จะแตกต่างจากการอ่านเพียงเพื่อท่องจำ

 

     1. เวลาอ่านบทเรียนหรือตำรา ให้อ่านอย่างตั้งใจ แต่ทว่าเราจะไม่อ่านไปเรื่อยๆ คือเราจะหยุดอ่านเมื่อจบย่อหน้าหรือหยุดเมื่ออ่านไปได้พอสมควรแล้ว

      2. จากนั้นให้ปิดหนังสือ แล้วลองอธิบายสิ่งที่ตนเองได้อ่านมาให้ตัวเองฟังคือ เราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังด้วยภาษาสำนวนของเราเอง ฟังแล้วเข้าใจหรือเปล่า หากเราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังรู้เรื่อง แสดงว่าเราเข้าใจแล้ว ให้อ่านต่อไปได้

      3. หากตอนใดเราอ่านแล้ว แต่ไม่สามารถอธิบายให้ตัวเองรู้เรื่อง แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ให้กลับไปอ่านทบทวนใหม่อีกครั้ง

      4. หากเราพยายามอ่านหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจจริงๆให้จดโน้ตไว้เพื่อนำไปถามอาจารย์ จากนั้นให้อ่านต่อไป

      5. ข้อมูลบางอย่างในตำราจำเป็นที่จะต้องท่องจำ เช่น ตัวเลข สถิติ ชื่อสถานที่ บุคคล หรือ สูตรต่างๆ ฯลฯ ก็ควรท่องจำไว้ด้วย เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

      6. การเรียนด้วยวิธีท่องจำ โดยปราศจากความเข้าใจ เรียนไปก็ลืมไป สูญเสียเวลาเปล่าประโยชน์ เสียเงินทอง

      7. การเรียนที่เน้นแต่ความเข้าใจ โดยไม่ยอมท่องจำ ก็จะทำให้เราเข้าใจเรื่องต่างๆไม่ชัดเจน คลุมเครือ

      8. ดังนั้นควรมีเทคนิคง่ายๆ สั้นๆ ดังต่อไปนี้

      ก.ให้อ่านหนังสือ สลับกับ การอธิบายให้ตัวเองฟัง          

 ข.ให้ท่องจำเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต้องจำจริงๆ เช่น ตัวเลข ชื่อเฉพาะต่างๆ 

ที่มา http://blog.eduzones.com/diaw30/22324

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร

อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร

หากพูดถึงนักศึกษาแพทย์ แล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าหลายคนต้องนึกถึงนักศึกษาชาย-หญิง สวมแว่นตาหนาเตอะ วันๆคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านหนังสือ ถือหนังสือกองโต แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วนั้น การเป็นนักศึกษาแพทย์ไม่ได้เครียดอย่างที่หลายคนคิด เหมือนที่ใครหลายคนชอบมาตั้งคำถามว่า อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร

อย่างไรก็ตามการที่จะเรียนเป็นแพทย์ในทุกๆ ด้านเพื่อที่จะเข้าใจรายละเอียดของร่างกายมนุษย์ในทุกโครงสร้าง รู้ทุกแง่มุม นักศึกษาแพทย์ (นศพ.) ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องนี้กับ “อาจารย์ใหญ่” โดยตรง ชนิดที่เรียกว่าเรียนกันแบบตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว “อาจารย์ใหญ่” ที่ว่าก็คือร่างของผู้ที่ได้แสดงเจตนาจะบริจาคร่างไว้ก่อนที่จะหมดลมหายใจ ให้กับนศพ. ได้ใช้ในการศึกษาหาความรู้ในเรื่องของระบบร่างกาย และนศพ.ทุกคนให้ความเคารพและเทิดทูน เพราะ อาจารย์ใหญ่เป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เมตตาให้ความรู้ด้วยร่างทั้งร่างกับ นศพ. แต่ก่อนที่จะได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ใหญ่ในชั้นปีที่ 2 นั้น (สำหรับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) วิธีการเตรียมตัวสอบเข้าเรียนแพทย์อย่างที่ตั้งใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อย่าง ทัศยุ อยู่เย็น นศพ.ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาเผยเคล็ดลับว่า อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร บอกว่าการจะสอบเข้าเรียนแพทย์ได้จะต้องมีการเตรียมตัวที่ดี การเรียนพิเศษเพิ่มเติมก็มีส่วนสำคัญเพราะจะช่วยในเรื่องเทคนิคในการทำข้อ สอบ และเปรียบการเรียนพิเศษก็เหมือนกับการขึ้นทางด่วน “ในการสอบจะต้องเตรียมตัวให้ดี และเลือกที่จะเรียนพิเศษเพิ่มเติม สาเหตุที่เลือกเรียนพิเศษเพราะว่าอาจารย์ที่สอนพิเศษมีประสบการณ์เกี่ยวกับ ข้อสอบเอนทรานซ์ค่อนข้างเยอะ จะช่วยมากในเรื่องการเก็งข้อสอบ แนะแนวทางในเรื่องการทำข้อสอบว่าควรทำอย่างไรถึงจะทันเวลา” “จริงๆ ในการเรียนพิเศษเป็นเรื่องของการเรียนเพื่อเอาเทคนิคทำข้อสอบมากกว่า ประยุกต์วิธีคิดให้ทันกับเวลาที่ใช้ในการสอบ จะว่าไปการเรียนพิเศษก็เปรียบเหมือนกับการขับรถขึ้นทางด่วน เพราะ ทางด่วนสร้างมาเพื่อให้เราลงที่จุดนั้นเลย ถ้าเราไม่เรียนก็เหมือนขับบนทางธรรมดาอาจทำให้เสียเวลา เลี้ยวผิดบ้าง ติดไฟแดงบ้าง ถึงแม้ว่าจะถึงเป้าหมายเดียวกันแต่ถ้าขึ้นทางด่วนก็จะประหยัดเวลากว่า ก็เหมือนกับทำข้อสอบนั่นล่ะถึงที่หมายเหมือนกันแต่ไปทางธรรมดากว่าจะถึงก็ทำ ข้อสอบไม่เสร็จกันพอดี” หลังจากสอบเข้าเรียนแพทย์ได้แล้วใช่ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ในทันที เพราะ ในปีหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น

เอกภพ หมอกพรม นศพ. ชั้นปีที่ 3 เล่าว่านศพ. ทุกคนจะเรียนที่วิทยาเขตศาลายาเพื่อศึกษาวิชาพื้นฐานเช่นคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ ก่อน “ประมาณว่าเรียนวิชาพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์กันให้ครบถ้วนก่อนเรียกว่า เป็นการเรียนเตรียมแพทย์ แล้วเนื้อหาการเรียนจะมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับตอนที่เรียนอยู่มัธยมปลาย ตอนที่เรียนมัธยมปลายนี่วิชาการต่างๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงให้ทันกับความเป็นจริงนัก” แนะนำว่า อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร หลังจากร่ำเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ ในชั้นปีที่ 1 จนแน่นหนาแล้วพอขึ้นชั้นปีที่ 2 ถึงจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ที่นักศึกษาแพทย์ทุกมหาวิทยาลัยให้ความเคารพ เปรียบดั่งญาติผู้ใหญ่ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้กับพวกเขาได้ก้าวไป เป็นแพทย์สมดั่งตั้งใจ

ปาริฉัตร นิลแย้ม นศพ. ชั้นปีที่ 3 บอกถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ว่าในวันแรกที่ได้เรียน กับอาจารย์ใหญ่นั้นแทบทุกคนจะตระเตรียมพวงมาลัยมากราบไหว้อาจารย์ใหญ่ก่อน ที่จะเริ่มศึกษาสรีระทั้งหมดจากร่างของอาจารย์ใหญ่ “ถ้าถามว่ากลัวไหมเชื่อว่าไม่มีใครไม่กลัวหรอกค่ะถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่า ต้องเรียนกับร่างของคนจริงๆ ก็ตาม ในครั้งแรกที่เรียนร่างของอาจารย์ใหญ่จะถูกคลุมไว้ทั้งหมดตอนนี้ก็จะมี เกี่ยงกันบ้างว่าใครจะเป็นคนเปิดประหม่าค่ะ แต่หลังจากนั้นแล้ว พอเราได้จับมีดผ่า เราได้เริ่มต้นเรียนกับร่างของท่านแล้วเรารู้สึกว่านี่ล่ะคือการที่เราจะได้ เป็นแพทย์จริงๆ แล้ว เราจะได้เป็นแพทย์สมดังที่ใจเราอยากจะเป็นแล้ว”

“การ เรียนกับอาจารย์ใหญ่เราเรียนกับร่างของท่านตลอดการเรียนในชั้นปีที่ 2 เราเริ่มตั้นเรียนกันตั้งแต่ชั้นผิวหนังก่อนจากนั้นก็จะลงลึกไปถึงชั้นอื่นๆ ของร่างกายกัน เรียกว่าตลอดหนึ่งปีที่เรียนกับอาจารย์ใหญ่เราได้เรียนรู้สรีระทุกส่วนจริงๆ ของมนุษย์ ”

ส่วน เรื่องเครียดหรือไม่กับการเรียนแพทย์จากร่างของอาจารย์ใหญ่นั้น ทั้ง 3 นศพ. กล่าวว่าไม่เครียดอย่างที่ใครๆ คิด อาจจะเป็นเพราะว่าทุกคนสามารถที่จะแยกได้ว่าเรื่องเรียนก็คือเรื่องเรียน หลังจากเรียนแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“เรียน แพทย์นั้นเรียนคนเดียวไม่ได้ เรานักศึกษาแพทย์ 4 คนต่ออาจารย์ใหญ่หนึ่งร่าง แล้วยังมีทั้งรุ่นพี่ ทั้งอาจารย์คอยให้คำแนะนำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา แล้วเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันจะช่วยเหลือกัน ไม่มีใครหรอกที่จะไม่สอนในเรื่องที่ตัวเองถนัดให้กับเพื่อนที่ถนัดในเรื่อง อื่น อย่างบางคนบอกว่ากล้ามเนื้อง่ายแต่อีกคนหนึ่งอาจจะบอกเรียนเรื่องกล้ามเนื้อ ยาก เพราะ มีชื่อเรียกแต่ละส่วนมาก ใครเก่งอะไรก็จะช่วยกันติวให้คนที่ไม่เก่งในเรื่องนั้น”

เหตุที่นักศึกษาแพทย์ 4 คนเรียนกับร่างของอาจารย์ใหญ่หนึ่งร่างนั้น รศ. สมพิศ อิ่มใจ รองหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่าการเรียนกับร่างอาจารย์ใหญ่นั้น 2 คนทำหน้าที่ผ่าดูชิ่นส่วนของร่างกายอีกสองคนจะต้องเปิดตำราเรียนดูชิ้นส่วน นั้นๆ ไปด้วย “เมื่อเรียนแล้วส่วนใดที่มีความแตกต่างระหว่างเพศเขาต้องเรียนทั้ง 2 เพศ และได้จัดอาจารย์ใหญ่สลับเพศไว้ที่โต๊ะบริเวณใกล้ๆกัน รวมทั้งต้องใช้ กะโหลก 1 กะโหลก ร่วมกัน นักศึกษาที่อยู่ด้านเดียวกัน (ซ้าย หรือ ขวา)ใช้เครื่องมือชำแหละ และกล่องกระดูกร่วมกัน 1 ชุด เครื่องมือชำแหละเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการผ่าตัดทั่วไป ได้แก่ กรรไกร มีด ปากคีบ และ probe (เหล็กแท่งกลม) และยังมีเครื่องมือพิเศษที่ให้เบิกใช้เป็นครั้งคราว ภายในกล่องกระดูก มีกระดูกแยกชิ้นครบจำนวนให้เรียนด้วยตนเอง”

ส่วน คุณสมบัติอาจารย์ใหญ่รศ. สมพิศกล่าวว่าจะต้องไม่เสียชีวิตด้วยโรคร้ายแรงและต้องมีอวัยวะหรือส่วน ต่างๆ ของร่างกายครบถ้วน “เมื่อเราได้ร่างอาจารย์ใหญ่มาเราก็นำมาฉีดน้ำยารักษาศพเข้าทางเส้นเลือดแดง ใหญ่ที่ขา โดยใช้ความดันให้น้ำยาไหลไปตามเส้นเลือดต่างๆทั่วร่าง (น้ำยารักษาศพมีฟอร์มาลินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ) แล้วนำไปแช่ในน้ำยาแช่ศพให้กำซาบเข้าสู่เนื้อเยื่อทุกอณูประมาณ 1ปี จึงนำขึ้นมาเรียน ระยะเวลาที่เรียนประมาณ 1 ปี จำเป็นต้องใช้นำยาพรมให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษาแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างแห้ง และอาจเกิดเป็นราได้”

ส่วน อาจารย์ใหญ่ที่ใช้เรียนกระดูกรศ.สมพิศกล่าวว่าต้องนำมาชำแหละเนื้อออกให้หมด แล้วเอาไปฝังทรายประมาณ 2 เดือน จนกว่าเนื้อที่ติดกระดูกจะเน่าจนหมด แล้วจึงนำไปทำความสะอาดและตากให้แห้ง ทาน้ำยารักษาเนื้อกระดูก แล้วนำไปใส่กล่องให้นักศึกษาใช้เรียน” สุดท้ายทั้งรศ. สมพิศและนักศึกษาแพทย์ทั้ง 3 กล่าวว่าอาจารย์ใหญ่คือผู้ที่มีพระคุณสำหรับนักศึกษาแพทย์มากที่สุด เพราะ การได้ศึกษาจากร่างกายของท่านเป็นการเรียนรู้ระบบร่างกายของมนุษย์มากที่สุด และนั่นก็คือกุศลที่ยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์ใหญ่ผู้บริจาคร่างได้ทำไว้ก่อน หมดลมหายใจ

***** ก่อนจะเข้าเรียนแพทย์นักเรียนน่าจะรู้จักตัวเองก่อน ว่า อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าเรียนแพทย์ที่อาจารย์กายวิภาคฯต้องการ 1. ความรู้วิชาพื้นฐาน วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาชีววิทยา 2. สุขภาพกาย แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีความพิการ ขนาดมาตฐานของคนไทย และสุขภาพจิตดี มีสมาธิ 3. สติปัญญา จำแม่น จำเร็ว จำนาน ช่างสังเกต ใฝ่รู้ และนำมา ประมวลจนสามารถประยุกต์ใช้ได้ 4. วุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ อดทน อ่อนน้อม เสียสละ และสามารถทำงานเป็นกลุ่ม 5. ไม่รังเกียจ กลิ่น สี และรูปร่างของสิ่งที่ใช้ศึกษา 6. มีความสามารถในการใช้มือ เช่น เคยทำงานบ้าน

บทความ อยากเป็นหมอต้องทําอย่างไร

ที่มา http://www.imed-shop.com/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

สอนเล่นอูคูเลเล่ : คิดมาก (Palmy) by Apple Show

http://www.youtube.com/watch?v=ksp6Exl4PuE

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ทำผมไปมหาลัย (Prompt Hair Style)

http://www.youtube.com/watch?v=iV04CQ1SwlE

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

วิธีการทำโดนัท

http://www.youtube.com/watch?v=WRNk4putCFg

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น